คำถาม “อยากเป็นเซลที่ประสบความสำเร็จ แต่เป็นไม่ได้ เพราะไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะทำได้”
เฮนรี่ ฟอร์ด เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าคุณเชื่อว่าคุณทำได้ หรือ เชื่อว่าคุณทำไม่ได้ คุณก็ถูกทั้งนั้น”
คำกล่าวนี้ ไม่เกินจริง เพราะกี่ครั้งมาแล้วที่คุณไม่ยอมให้ตัวเองเริ่มก้าว เพราะมัวแต่บอกกับตัวเองว่า “ฉันไม่เก่งพอ” “ฉันไม่ดีพอ” “ฉันทำไม่ได้” จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นความเชื่อติดแน่นฝังหัวเรา
ทั้งๆ ที่ มันอาจไม่ใช่ความจริงเลยก็ได้…
ความเชื่อคือ การยอมรับแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งว่าเป็นความจริง โดยอาจจะมีหรือไม่มีหลักฐานรองรับก็ได้ มักเกิดขึ้นจากประสบการณ์ การไตร่ตรอง การถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น หรือความศรัทธา ซึ่งทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินชีวิต
กล่าวอีกแบบหนึ่ง ความเชื่อคือ การยอมรับว่าสิ่งนั้นมีจริง ดำรงอยู่จริง หรือเกิดขึ้นจริง และความเชื่อก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมและการกระทำของเรา
ในมุมมองของ NLP เราพูดว่า
“ยิ่งตัวเรา มีระบบความเชื่อที่มีต่อตนเองในแง่ดีมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสจะได้ผลลัพธ์ที่ดีในการทำงานกับลูกค้า และกับคนที่เราปฏิสัมพันธ์ด้วยยิ่งขึ้นเท่านั้น”
ความเชื่อยังเป็นหนึ่งในชุดตัวกรองข้อมูลในระดับจิตใต้สำนึกของคนเรา ซึ่งส่งผลต่อการที่เราจะเลือกตัดทอน บิดเบือน หรือเหมารวมข้อมูลใดออกไปจากการรับรู้
ในแต่ละวินาที มีข้อมูลจากเหตุการณ์ภายนอกที่วิ่งเข้ามาสู่ตัวเราผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ข้อมูลเหล่านี้มีจำนวนมากมายมหาศาล จนเราไม่สามารถจะประมวลผลได้หมด ร่างกายจึงต้องชุดตัวกรองต่างๆ ที่จะมาทำหน้าที่ในการคัดเลือกว่าข้อมูลใดที่ต้องได้รับการกรองออก (ด้วยการบิดเบือน ตัดทอน หรือเหมารวมเข้าด้วยกัน) ข้อมูลใดที่จะผ่านไปสู่การรับรู้ของจิตสำนึก
และหนึ่งในตัวกรองตัวสำคัญนั่นก็คือ “ความเชื่อ”
ทำไมความเชื่อถึงสำคัญนัก
มันสำคัญก็เพราะว่ามันเป็นรากฐานในการตัดสินใจ ในการแสดงพฤติกรรม สร้างความมั่นใจ ให้กรอบแนวทางในการทำสิ่งใดๆ
ยกตัวอย่าง ถ้าเรามีความเชื่อว่า ความเป็นผู้นำสามารถฝึกฝนได้ เมื่อวันหนึ่งเราขึ้นเป็นผู้นำ แม้เราจะยังไม่เก่ง ประสบการณ์น้อย และอาจมีเหตุผิดพลาดขัดข้องในการนำทีมหลายต่อหลายครั้ง แต่ความเชื่อของเราจะทำให้เราเดินหน้าต่อ ให้กำลังใจตัวเอง และพัฒนาตัวเองต่อ เพราะเรารู้ว่าสิ่งนี้ฝึกฝนได้แค่ต้องอาศัยระยะเวลา จนวันหนึ่งเราเติบโตเป็นผู้นำที่มีความสามารถ
แต่ถ้าเรามีความเชื่อว่า ภาวะผู้นำเป็นเรื่องที่ติดตัวมา บางคนเกิดมาเพื่อมานำคนโดยเฉพาะ ขณะที่บางคนไม่ใช่ ต่อให้ฝึกแค่ไหนก็เป็นไปได้ยาก แถมยังจะทำให้เครียดเปล่าๆ เพราะต้องแบกทั้งภาระงานและลูกน้อง เราก็จะพยายามทำทุกทางที่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในบทบาทผู้นำ
เคยเจอไหม คนที่เข้าไปบอกกับผู้ใหญ่ว่า ขอไม่ขึ้นเป็นหัวหน้า ขอไม่มีลูกน้อง ขอรับผิดชอบแค่ตัวเองก็พอแล้ว เขาไม่แม้แต่จะลองดูด้วยซ้ำ
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นด้วยอิทธิพลของความเชื่อ
ความเชื่อจึงมีทั้งที่ส่งเสริมตัวเรา ทำให้เรามีพลังฮึด พลังสู้ ก้าวข้ามอุปสรรคนานาที่เข้ามา แม้จะล้มบ้างแต่ก็ไปต่อได้
ในอีกด้าน หากเรามีความเชื่อที่จำกัดตัวเอง ในเรื่องใด เราก็จะไม่ลงมือทำ หรือทำไปแบบกั๊ก ทำแบบกระเง้ากระงอด โค้ขแอนเคยเจอลูกค้าที่เป็นพนักงานขายด้วยซ้ำ แต่เขาเชื่อว่าเขาอายุมากเกินกว่าที่จะคุยกับลูกค้าที่มีอายุน้อยกว่ามาก เขาจึงไม่มีแรงจูงใจที่อยากจะพัฒนา ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลองทำอย่างจริงจังเสียด้วยซ้ำ เวลามีลูกค้าอายุน้อยเข้ามา เขาก็จะรีบโอนงานไปให้เพื่อนพนักงานขายคนอื่น แม้เขาจะเสียดายโอกาสที่จะทำยอดได้ แต่เขาก็พูดว่า “ทำไงได้”
ในแง่มุมของการเป็นโค้ชหรือเป็นวิทยากร ความเชื่อของเราจะจำกัดผลกระทบที่เราจะสามารถผลิตให้เกิดกับลูกค้ารั กล่าวคือ ถ้าหากว่า คุณมีความเชื่อที่จำกัดเกี่ยวกับลูกค้า คุณก็จะจำกัดศักยภาพของลูกค้าด้วยความเชื่อนั้นของคุณ
ในแง่มุมของครอบครัว และความสัมพันธ์ ถ้าคุณมีความเชื่อที่ไม่สนับสนุนส่งเสริมคู่ครองของคุณ คุณก็จำกัดคู่ครองของคุณ
และถ้าคุณมีความเชื่อที่ไม่ส่งเสริมตัวคุณเอง ทั้งหมดนี้ก็จะจำกัดชีวิตของคุณ ออกจากความเป็นไปได้ดีๆ ที่อาจรอคุณอยู่
ความเชื่อของเราจำกัดผลลัพธ์ของเรา
ยกตัวอย่างมีงานวิจัยที่ทำกับระบบโรงเรียน ให้ครูดูแลกลุ่มเด็กนักเรียน โดยบอกครูว่า นักเรียนกลุ่มนี้ค่อนข้างจะหัวช้า ครูจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการสอน และแม้ว่าครูจะทำดีที่สุดแล้วเท่าที่ทำได้ พอจบภาคเรียน นักเรียนทั้งหมดก็ได้แต่เกรดC กับเกรด D
หลังจากนั้นในภาคการศึกษาถัดไป นักเรียนกลุ่มเดียวกันนี้ได้รับการดูแลในอีกคลาสหนึ่ง โดยครูอีกคนหนึ่ง นักวิจัยบอกครูว่านักเรียนกลุ่มนี้ มีสติปัญญาที่ดีมาก ครูต้องพยายามอย่างเต็มที่ในการสอนพวกเขา เพราะไม่ได้มีเครื่องมือตัวช่วยใดๆ ให้กับครู ดังนั้น ครูต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่ได้ ผลปรากฏว่า เมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษาที่สอง นักเรียนได้เกรด A กับ เกรด B
ช่างน่าสนใจ!
Perception is Projection. เราเชื่ออย่างไร เราก็จะฉายภาพแบบนั้นให้ตัวเองเห็น
จากตัวอย่างที่ยกมาเล่าให้ฟัง มันขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลอะไรที่ครูได้รับการบอกกล่าวเกี่ยวกับนักเรียน นักเรียนก็จะมีผลการเรียนไปตามระดับนั้น
เห็นไหมว่า ความเชื่อที่ครูมีต่อนักเรียนนั้น ฉายภาพไปที่เด็กนักเรียนที่ครูทำงานด้วย และนี่เป็นเหตุให้นักเรียนมีผลการเรียนที่ต่างออกไป
เช่นเดียวกัน ความเชื่อที่เรามีต่อตัวเอง ก็จะกำหนดสิ่งที่เราคิด พูด ทำ และผลลัพธ์ที่เราจะได้รับ จะดีกว่าไหมถ้าเราจะมีกรรมวิธีเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่ไม่ส่งเสริมเรา ให้กลายเป็นความเชื่อที่เสริมพลังให้กับเรา ซึ่งใน NLP มีวิชาที่ชื่อว่า SubModalities Belief Change ด้วยการทำงานกับภาพในความคิดของเรา เทคนิคนี้มีกระบวนการที่สนุกและน่าสนใจมาก เราจะได้ทำงานเกี่ยวกับความเชื่อ 4 อย่าง ได้แก่ความเชื่อที่จำกัดตัวเรา ความเชื่อที่ครั้งหนึ่งเราเคยเชื่อแต่ตอนนี้ไม่เป็นความจริงแล้ว ความเชื่อที่เราเชื่ออย่างหมดใจ และความเชื่อใหม่ที่เราอยากให้ตัวเองเชื่อ
เราจะได้เรียนรู้วิธีดึงคุณสมบัติย่อยของ “ภาพแทนภายในทางความคิด” ของความเชื่อทั้งสี่แบบดังกล่าวออกมา เพื่อนำมาทำกระบวนการเปลี่ยนคุณสมบัติย่อยตัวสำคัญบางตัวของภาพตัวแทนความเชื่อแบบหนึ่ง ให้ไปเป็นของภาพตัวแทนความเชื่ออีกแบบหนึ่ง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่ตามมา เทคนิคนี้มีรายละเอียดที่เยอะกว่านี้มาก และทุกคนสามารถฝึกฝนได้ ทั้งหมดนี้เราจะเรียนรู้กันในหลักสูตร NLP Practitioner Certification Training by Coach Anne Lakkana
นี่เป็นเพียงหนึ่งเหตุผลที่คุณควรมาเข้าร่วมรับการอบรม เพราะการเรียนรู้ในเทคนิคนี้ และเทคนิคอื่นๆ จะสามารถช่วยคุณปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขความเชื่อต่างๆ ของคุณ พร้อมกับที่คุณมีประสบการณ์ในการฝึกฝนแต่ละเทคนิคกับเพื่อนร่วมคลาส




